วิธีลบมัลแวร์ออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณ (2021)

วิธีลบมัลแวร์ออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณ (2021)

วิธีลบมัลแวร์ออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณ (2021)

เชื่อว่าหลายคนคงประสบปัญหาในการกำจัดมัลแวร์ ไม่ว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที วันนี้เราอยากแนะนำวิธีที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้คุณได้

 

มัลแวร์ชื่อนี้หลายคนอาจจะคุ้นหู แต่คุณทราบหรือไม่ว่า"มัลแวร์อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเครื่องของคุณ"ไม่ว่าคุณจะใช้คอมพิวเตอร์ที่ทำงานหรือที่บ้าน บทความนี้จะแสดงวิธีลบมัลแวร์ออกจากเครื่อง และแน่นอนว่าต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

 

แล้วเราควรทำอย่างไรในการลบมัลแวร์ ?

ขึ้นอยู่กับประเภทของมัลแวร์ที่อยู่ในเครื่องของคุณ คุณอาจพบการเปลี่ยนแปล เช่น เครื่องช้าลง จอฟ้า ใช้งานซอฟท์แวร์ไม่ได้ กินทรัพยากรเครื่องมาก ข้อความสุ่มที่ขึ้นบนหน้าจอเป็นต้น หากคุณพบสัญญาณเหล่านี้ แสดงว่าเครื่องคุณโดยมัลแวร์เล่นงานเข้าให้แล้ว

 

ขั้นตอนการกำจัดมัลแวร์

หากต้องการลบมัลแวร์ออกจากเครื่องของคุณ แนะนำให้คุณทำตาม 6 ขั้นตอนดังนี้

  1. ตัดการเชื่อมต่อเครื่องของคุณจากอินเทอร์เน็ต
  2. สำรองข้อมูลเครื่องของคุณ
  3. เข้าสู่เซฟโหมด (พร้อมระบบเครือข่าย)
  4. ลบ Temp File
  5. รีเซ็ตการตั้งค่าเบราว์เซอร์
  6. ตรวจสอบการตั้งค่าพร็อกซี

 

ขั้นตอนที่ 1. ตัดการเชื่อมต่อเครื่องของคุณจากอินเทอร์เน็ต

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องของคุณถูกตัดการเชื่อมต่อจากอินเทอร์เน็ต หากคุณกำลังใช้งาน Wi-Fi ให้ปิดการเชื่อมต่อจากเมนู Wi-Fi (การตั้งค่า –> Wi-Fi) มัลแวร์บางชนิดอาจป้องกันไม่ให้คุณเข้าไปแก้ไขตัวควบคุมเครือข่าย ในกรณีนี้ ให้ลองปิดหรือถอดปลั๊ก WAP (Wireless Access Point) ของคุณ

สำหรับการเชื่อมต่อแบบใช้สาย ให้ตัดการเชื่อมต่อจากเมนู Ethernet หรือถอดสายออก

หากคอมพิวเตอร์ของคุณเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนาดใหญ่ การตัดการเชื่อมต่อจะป้องกันมัลแวร์ไม่ให้ติดเครื่องอื่น

 

ขั้นตอนที่ 2. สำรองเอกสารและไฟล์ทั้งหมดของคุณ

สิ่งแรกที่ต้องทำคือสำรองไฟล์และเอกสารสำคัญทั้งหมดของคุณ เช่น บริการพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ ,USB Drive หรือ External Harddisk เพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ

 

ขั้นตอนที่ 3 รีบูตเข้าเซฟโหมดพร้อมระบบเครือข่าย

รีสตาร์ทโดยกดปุ่ม F8 หรือ F อื่นๆ ขึ้นอยู่กับตัว Mainboard เพื่อเข้าไปเลือก Safe Mode with Networking

ขั้นตอนนี้จะให้ระบบของคุณบูทเฉพาะกระบวนการที่สำคัญ และป้องกันมัลแวร์บางตัวไม่ให้เริ่มทำงาน

ถ้าคุณใช้ Windows 8 และ/หรือ Windows 10 คุณสามารถเริ่มต้นในเซฟโหมดได้ทันที สำหรับ Windows เวอร์ชันเก่า เช่น Windows 7 หรือ XP ให้ทำตามขั้นตอนที่ได้ระบุไว้ด้านบน

 

ขั้นตอนที่ 4 Temp File

เพื่อให้ขั้นตอนการสแกนราบรื่น และง่ายขึ้น ควรTemp File ที่ไม่จำเป็นทั้งหมดออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณ สามารถทำได้โดยคลิกขวาที่ Windows จากนั้นเลือก Properties แล้วคลิก Disk Cleanup จากเมนู ให้เลือกไฟล์ที่คุณต้องการลบทิ้งไป

 

 

ขั้นตอนที่ 5. รีเซ็ตการตั้งค่าเบราว์เซอร์ของคุณ

ในหลายครั้งมัลแวร์จะเปลี่ยนการตั้งค่าเบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อเตรียมแพร่มัลแวร์อีกครั้งเช่นพวก Pop-Up โฆษณา หรือเชิญชวนให้ดาวน์โหลดซอฟท์แวร์ที่น่าสงสัย ดังนั้นเราจึงแนะนำให้รีเซ็ตการตั้งค่าในส่วนนี้

การแก้ไข shortcuts ของเบราว์เซอร์ที่มัลแวร์ได้แพร่เชื้อไปแล้ว

ให้เลือกเบราว์เซอร์ชองคุณจากนั้น คลิกขวาไปที่ Properties ตรงแท็บ shortcut จะเห็นช่องที่เราต้องแก้ไข เนื่องจากมัลแวร์ได้แก้ไข path ในส่วนนี้ และรวม URL ที่เป็นอันตรายเอา เมื่อคุณทำการเปิดเบราว์เซอร์ขึ้นมาทุกครั้ง path ก็จะทำงานทุกครั้งที่คุณเปิดเครื่อง

โดยปกติ Path ของเบราว์เซอร์ควรมีลักษณะดังนี้:

Chrome: “C:\Program Files (x86) \Google\Chrome\Application\chrome.exe”

ในกรณีตัวอย่างภาพด้านบน เบราว์เซอร์มีเป้าหมายให้ไปที่เว็บไซต์ที่น่าสงสัย โดยมีเป้าหมายไปที่การดาวน์โหลดมัลแวร์บนเครื่องของคุณ

ขั้นตอนที่ 6. ตรวจสอบการตั้งค่าพร็อกซีของคุณ

มีมัลแวร์ที่สามารถเปลี่ยนอินเทอร์เน็ตที่คุณใช้เพื่อเชื่อมต่อกับเว็บได้ ปกติแล้วการลบมัลแวร์ออกไป จะไม่รีเซ็ตการตั้งค่าพร็อกซี ดังนั้นคุณควรแก้ไข การเข้าถึงเพื่อติดตั้งค่าพร็อกซีของคุณ ไปที่ Control Panel -> Network and Internet  จากนั้นกด Internet Options

ในเมนู Internet Options ให้ไปที่แท็บ Connections แล้วกดปุ่ม LAN settings

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เปิดการตั้งค่าAutomatically detect และไม่มีการติ้กในช่องตัวเลือก " Use automatic configuration script" และ " Use a proxy server for your LAN"

 

วิธีป้องกันมัลแวร์

เมื่อคุณจัดการทำความสะอาดเครื่อง และลบมัลแวร์แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องใช้มาตรการป้องกันเพื่อป้องกันไม่ให้โดนมัลแวร์อีกครั้ง บางครั้งมีโปรแกรมมัลแวร์ที่แอบทำงานอยู่ แต่คุณไม่รู้เพราะมันไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งาน

แต่มัลแวร์พวกนี้สามารถรวบรวมข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต แบบฟอร์มที่กรอก และภาพหน้าจอ เราอยากแนะวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้คอมพิวเตอร์ของคุณติดไวรัส

 

ใช้ระบบยืนยันตัวตนสองชั้น

หากคุณติดไวรัสประเภทคีย์ล็อกเกอร์ ก็มีโอกาสสูงที่รหัสผ่านและบัญชีของคุณจะถูกขโมยไปแล้ว

สิ่งแรกที่คุณควรทำคือเริ่มใช้ระบบยืนยันตัวตนสองชั้น โดยปกติแล้วการตั้งรหัสผ่าน จะให้ใส่รายละเอียดที่จำเป็นในการตั้งค่ารหัสผ่านที่รัดกุม และคาดเดาได้ยาก พร้อมกับใช้ระบบยืนยันตัวตนสองชั้นเพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น

 

อัปเดตซอฟต์แวร์ของคุณอย่างสม่ำเสมอ

ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีการอัปเดตเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการติดมัลแวร์ ส่วนใหญ่เป็นเพราะซอฟต์แวร์เหล่านี้มีช่องโหว่มากมายที่อาชญากรไซเบอร์ใช้ประโยชน์ได้

 

การอัปเดตซอฟต์แวร์ จะช่วยลดโอกาสที่แฮ็กเกอร์เจาะเข้ามาในอุปกรณ์ของคุณ แต่เราก็เข้าใจว่าการอัปเดตซอฟต์แวร์ของคุณอย่างสม่ำเสมอเป็นงานที่น่าเบื่อ แต่จำเป็นโดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่แพตช์บ่อยๆ

Heimdal™ Patch & Asset Management เป็นโซลูชันที่ยอดเยี่ยมที่จะอัปเดตซอฟต์แวร์ของคุณโดยอัตโนมัติ  โดยไม่มี Pop-UP ที่น่ารำคาญ ไม่กินทรัพยากรเครื่องไม่ทำให้ระบบของคุณช้าลง

 

ใช้โซลูชันการกรองการรับส่งข้อมูลเพื่อรักษาความปลอดภัยเครื่องของคุณ

ซอฟต์แวร์ที่ช่วยกรองการรับส่งข้อมูล เช่น แอนตี้ไวรัสที่มีประสิทธิภาพ Adaptive Defense360 สามารถสแกนทราฟฟิกขาเข้าและขาออกเพื่อหามัลแวร์ และหยุดยั้งทราฟฟิกที่อันตรายเข้าสู่คอมพิวเตอร์ของคุณ ทำให้มัลแวร์ตัวใหม่ๆ จะเข้าถึงอุปกรณ์ของคุณได้ยากกว่าเดิม

 

 

Visitors: 4,172